ถ้าหากถามผมว่าอุทยานแห่งชาติที่ไปซ้ำบ่อย ๆ คือที่ไหน ก็คงต้องตอบว่าที่นี้แหละ เพราะบ้านเกิดของผมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่สักเท่าไหร่
แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าที่นี่มีอะไร ที่ทำให้ต้องกลับมาเที่ยวบ่อย ๆ
ไม่เพียงเพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง และการเดินทางที่สะดวก (สำหรับผู้ที่เคยขับรถขึ้นเขานะ)
ที่นี่มีต้นไม้ที่โด่งดังในหมู่ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติ และมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1 กิโลเมตร
ถึงจะฟังดูไม่สูงมากหากเทียบกับพี่คนโตที่อยู่บนทิวเขาถนนธงชัยเหมือนกันอย่างดอยอินทนนท์ แต่ก็มีอากาศที่เย็นกว่าข้างล่างอยู่มาก

ภูมิประเทศ
การเดินทางมาอุทยานแห่งชาตินี้ สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินแม่สอด เมืองเศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดตาก ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตากเลยก็ว่าได้
อยากให้ลองนึกภาพตามถึงภูมิประเทศของอำเภอแม่สอด ทิศตะวันตกติดกับประเทศเมียนมาร์ และทิศตะวันออกติดกับทิวเขาถนนธงชัย ซึ่งหากขับรถข้ามไปจะไปถึงอำเภอเมืองตาก จะสามารถขับไปจังหวัดใกล้เคียงได้ หากเราดูแผนที่จริง ๆ จะมีถนนเพียงเส้นเดียวเท่านั้น เชื่อมอำเภอแม่สอดรวมถึงอำเภอด้านบนและด้านล่างของอำเภอแม่สอด เข้ากับอำเภอเมืองตาก
ถนนเส้นนี้ถือเป็นหนึ่งในถนนที่ต้องใช้ความสามารถการขับรถทางชันในระดับนึงเพราะมีการขึ้นเขาและเนินชันตลอดเส้นทาง และทางหลวงเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงเอเชียสาย 1 (AH1) อีกด้วย
จากอำเภอแม่สอด หากขับรถลงไปทางใต้สามารถไปถึงอำเภออุ้มผาง ซึ่งมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่นี่มีน้ำตกทีลอซู น้ำตกที่ถูกขนานนามว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หรืออันดับ 6 ในเอเชียเลย หากขับรถขึ้นเหนือจะไปอำเภอท่าสองยางซึ่งมีอุทยานแห่งชาติแม่เมย ที่นี่เป็นที่นิยมของผู้ที่อยากมากางเต็นท์รับลมหนาวและดูทะเลหมอกเช่นกัน
แต่หากขับรถจากอำเภอแม่สอด ไปทางทิศตะวันออกด้วยถนนทางหลวงเอเชียสาย 1 (AH1) ประมาณ 60 กิโลเมตร ท่ามกลางสันปันน้ำของทิวเขาถนนธงชัยที่พาดอยู่กลางจังหวัดตาก จะพบกับ “อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช” ที่เราจะพาคุณมาเที่ยววันนี้

ต้นกระบาก
ผมสารภาพก่อนเลยว่า ผมไม่เคยเห็นต้นกระบากขนาดปกติเลยในชีวิต เพราะเกิดมาก็รู้จักกับต้นกระบากใหญ่แล้ว แต่ก็เพิ่งเคยเห็นด้วยสองตาเนื้อของตัวเองเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว เพราะที่ตั้งของต้นกระบากใหญ่ต้องเดินทางธรรมชาติลงไปในหุบเขาชันกว่า 400เมตร ขาลงยังไม่เท่าไหร่ แต่ขาขึ้นนี่สิ…
ผมใช้เวลาไต่เขาลงไปสักพักจนเริ่มได้ยินเสียงน้ำตกปนเสียงหายใจหอบเหนื่อยของทุกคน นี่คือสัญลักษณ์ว่าอีกอึดใจเดียวจะถึงจุดหมายแล้ว
พูดตรง ๆ ว่าผมอยากให้คุณมาเห็นด้วยตาตัวเองจริง ๆ ในชีวิตเราคงไม่นึกว่าจะได้มองต้นไม้ต้นใหญ่ขนาดนี้ในระยะที่มือเอื้อมถึง แต่ต้องระมัดระวัง ด้วยความใหญ่ของมันทำให้กิ่งก้านของมันก็ใหญ่ตามไปด้วยและเราไม่รู้ได้เลยว่ามันจะหล่นลงมาใส่หัวเราเมื่อไหร่
อีกหนึ่งอย่างที่ผมอยากสารภาพคือ ผมลืมถ่ายภาพต้นกระบากมา
คุณคงต้องมาเหนื่อยและเห็นด้วยตาตัวเองแล้วหล่ะ 🙂

นอกจากต้นกระบากที่ใหญ่จนดึงดูดนักเที่ยวเที่ยวให้มาที่นี่ได้มากมาย ก็มีอีกหลายคนที่มาที่นี่เพราะความสวยงามของภูมิประเทศ ที่เต็มไปด้วยต้นสน
คุณสามารถมากางเต็นท์และนอนใต้ต้นสนที่สูงลิบลิ่วได้สบาย ๆ หรือถ้าหากคุณไม่อยากนอนในเต็นท์ทางอุทยานก็มีบริการห้องพักให้ แต่มาถึงนี่แล้วอยากให้คุณนอนในเต็นท์มากกว่านะ
ผมมาถึงตอนประมาณบ่ายสาม ซึ่งปกติจุดกางเต้นท์ที่วิวดี ๆ จะถูกจองไปตั้งแต่บ่ายโมงแล้ว นักท่องเที่ยวบางส่วนจะมากางเต้นท์จองที่ไว้และไปใช้เวลาใต่บันไดหินลงและขึ้นจากต้นกระบาก
แต่ยังโชคดีที่จุดประจำของผมยังไม่มีใครจองไป สำหรับคนที่ชื่นชอบการดูดาวแบบผมแนะนำให้มากางเต้นที่จุดนี้ คือจุดกางเต็นท์ที่ 6 หรือ ลานผิงดาว

ผู้ที่มากางเต็นท์เกือบทั้งหมดจะพกวัตถุดิบและอุปกรณ์ขึ้นมาทำอาหารบนนี้ด้วย และอาหารที่ทำง่าย ๆ ก็คงไม่พ้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและปิ้งย่าง
แต่ก็อย่าด่วนสรุปว่าทุกคนจะทำแค่อาหารง่าย ๆ ทาน ผมหูแว่ว ๆ ว่าเต็นท์ข้าง ๆ เขาทำแกงส้มทานกันด้วยหล่ะ

หลังจากทานอาหารจนอิ่มก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนในจุดกางเต็นท์นี้จะมานั่งเงยหน้ามองดาวกัน เพราะที่นี้อยู่สูงและอยู่กลางทิวเขาทำให้ไม่สามารถมองเห็นตัวเมืองได้ชัดนัก นั่นก็หมายความว่าแสงไฟยามค่ำคืนจากเมืองก็ไม่สามารถมารบกวนแสงดาวที่เราถวิลหาได้เช่นกัน
พอดูดาวกันจนอิ่มเอิ่บ จริง ๆ ก็คงไม่มีอะไรทำมากไปกว่านี้แล้ว คงถึงเวลาที่ต้องมาจัดเตรียมที่นอนในเต็นท์ ท้าลมหนาวในค่ำคืนนี้



สัพพีติโย วิวัชชันตุ
เสียงที่ปลุกผมในเช้าวันถัดมา
ห้ะ บนนี้มีวัดด้วยหรอ?
ไม่ไกลจากป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติ มีถนนที่เข้าไปในหมู่บ้านบนดอย
ผมลืมบอกไปว่าบริเวณนี้เขาเรียกกันว่า “ดอยมูเซอ” มีชาวพื้นเมืองคือ ชาวมูเซอ
แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่า ลาหู่ มีความหมายว่าชนเผ่าที่ได้กินเนื้อเสือปิ้ง (โคตรเท่)
ชาวมูเซอส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาสนาพุทธเข้าไม่ถึงที่นี่ ในหมู่บ้านนี้จึงมีทั้งสำนักสงฆ์และคริสตจักร
จึงมีพระสงฆ์มาบิณฑบาตชาวพุทธถึงในอุทยาน
ถือว่าเป็นเสียงปลุกที่แปลกดีสำหรับการนอนเต็นท์…
ถึงพระอาทิตย์จะโผล่หน้ายิ้มแย้มออกมาจากร่องเขาสันปันน้ำแล้ว อากาศก็ยังไม่ร้อนสักเท่าไหร่ เป็นเพราะได้ร่มเงาของป่าสนบังไว้บ้าง

ผมพก ผงกาแฟ และ moka pot มาด้วยจากบ้าน เพราะลองคิดดูแล้ว อากาศเย็น ๆ ก็คงเหมาะกับกาแฟอุ่น ๆ ไม่น้อย
ทุกเต็นท์ที่กางนอนรับแสงดาวและน้ำค้างข้างกันเมื่อคืนเริ่มทยอยเก็บเต็นท์
เพราะยิ่งเก็บเต็นท์ช้าเท่าไหร่ แดดก็ยิ่งทะลุใบสนบาง ๆ ลงมาได้เยอะเท่านั้น

นักท่องเที่ยวที่มาจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่ จะขับรถย้อนกลับไปทางอำเภอแม่สอดเล็กน้อย เพื่อไปเที่ยวตลาดดอยมูเซอ ที่นี่มีผัก ผลไม้ กาแฟ หรือแม้กระทั่งต้นไม้ป่าที่แปลกตา
(ซึ่งบางต้นติด พรบ. ต้องพยายามสังเกตด้วยตัวเองนะ) และก็มีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่เลยลงมาเที่ยวอำเภอเมืองตาก
สำหรับหลายคนมองว่าอำเภอเมืองตากไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยว แต่ผมกลับมองว่าวิถีชีวิตของคนอำเภอเมืองตากมีเสน่ห์แตกต่างจากที่อื่นอยู่มาก ทั้งการใช้ภาษาและวัฒนธรรมที่คุณคาดไม่ถึง
ผมอยากให้คุณลองมาเที่ยวด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะหลงรักชีวิตที่เงียบสงบที่นี่ 🙂
Self
Published at www.nathanon.de
Self
Published at www.nathanon.de


