Tag: Self

  • อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช

    อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช

    ถ้าหากถามผมว่าอุทยานแห่งชาติที่ไปซ้ำบ่อย ๆ คือที่ไหน ก็คงต้องตอบว่าที่นี้แหละ เพราะบ้านเกิดของผมอยู่ไม่ไกลจากที่นี่สักเท่าไหร่

    แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าที่นี่มีอะไร ที่ทำให้ต้องกลับมาเที่ยวบ่อย ๆ 

    ไม่เพียงเพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง และการเดินทางที่สะดวก (สำหรับผู้ที่เคยขับรถขึ้นเขานะ) 

    ที่นี่มีต้นไม้ที่โด่งดังในหมู่ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติ และมีอากาศเย็นตลอดทั้งปี เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1 กิโลเมตร 

    ถึงจะฟังดูไม่สูงมากหากเทียบกับพี่คนโตที่อยู่บนทิวเขาถนนธงชัยเหมือนกันอย่างดอยอินทนนท์ แต่ก็มีอากาศที่เย็นกว่าข้างล่างอยู่มาก 


    ภูมิประเทศ

    การเดินทางมาอุทยานแห่งชาตินี้ สามารถนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินแม่สอด เมืองเศรษฐกิจพิเศษของจังหวัดตาก ที่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดตากเลยก็ว่าได้ 

    อยากให้ลองนึกภาพตามถึงภูมิประเทศของอำเภอแม่สอด ทิศตะวันตกติดกับประเทศเมียนมาร์ และทิศตะวันออกติดกับทิวเขาถนนธงชัย ซึ่งหากขับรถข้ามไปจะไปถึงอำเภอเมืองตาก จะสามารถขับไปจังหวัดใกล้เคียงได้ หากเราดูแผนที่จริง ๆ จะมีถนนเพียงเส้นเดียวเท่านั้น เชื่อมอำเภอแม่สอดรวมถึงอำเภอด้านบนและด้านล่างของอำเภอแม่สอด เข้ากับอำเภอเมืองตาก

    ถนนเส้นนี้ถือเป็นหนึ่งในถนนที่ต้องใช้ความสามารถการขับรถทางชันในระดับนึงเพราะมีการขึ้นเขาและเนินชันตลอดเส้นทาง และทางหลวงเส้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงเอเชียสาย 1 (AH1) อีกด้วย 

    จากอำเภอแม่สอด หากขับรถลงไปทางใต้สามารถไปถึงอำเภออุ้มผาง ซึ่งมีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่นี่มีน้ำตกทีลอซู น้ำตกที่ถูกขนานนามว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หรืออันดับ 6 ในเอเชียเลย หากขับรถขึ้นเหนือจะไปอำเภอท่าสองยางซึ่งมีอุทยานแห่งชาติแม่เมย ที่นี่เป็นที่นิยมของผู้ที่อยากมากางเต็นท์รับลมหนาวและดูทะเลหมอกเช่นกัน 

    แต่หากขับรถจากอำเภอแม่สอด ไปทางทิศตะวันออกด้วยถนนทางหลวงเอเชียสาย 1 (AH1) ประมาณ 60 กิโลเมตร ท่ามกลางสันปันน้ำของทิวเขาถนนธงชัยที่พาดอยู่กลางจังหวัดตาก จะพบกับ “อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช” ที่เราจะพาคุณมาเที่ยววันนี้


    ต้นกระบาก

    ผมสารภาพก่อนเลยว่า ผมไม่เคยเห็นต้นกระบากขนาดปกติเลยในชีวิต เพราะเกิดมาก็รู้จักกับต้นกระบากใหญ่แล้ว แต่ก็เพิ่งเคยเห็นด้วยสองตาเนื้อของตัวเองเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว เพราะที่ตั้งของต้นกระบากใหญ่ต้องเดินทางธรรมชาติลงไปในหุบเขาชันกว่า 400เมตร  ขาลงยังไม่เท่าไหร่ แต่ขาขึ้นนี่สิ…

    ผมใช้เวลาไต่เขาลงไปสักพักจนเริ่มได้ยินเสียงน้ำตกปนเสียงหายใจหอบเหนื่อยของทุกคน นี่คือสัญลักษณ์ว่าอีกอึดใจเดียวจะถึงจุดหมายแล้ว

    พูดตรง ๆ ว่าผมอยากให้คุณมาเห็นด้วยตาตัวเองจริง ๆ ในชีวิตเราคงไม่นึกว่าจะได้มองต้นไม้ต้นใหญ่ขนาดนี้ในระยะที่มือเอื้อมถึง แต่ต้องระมัดระวัง    ด้วยความใหญ่ของมันทำให้กิ่งก้านของมันก็ใหญ่ตามไปด้วยและเราไม่รู้ได้เลยว่ามันจะหล่นลงมาใส่หัวเราเมื่อไหร่

    อีกหนึ่งอย่างที่ผมอยากสารภาพคือ ผมลืมถ่ายภาพต้นกระบากมา 

    คุณคงต้องมาเหนื่อยและเห็นด้วยตาตัวเองแล้วหล่ะ 🙂

    นอกจากต้นกระบากที่ใหญ่จนดึงดูดนักเที่ยวเที่ยวให้มาที่นี่ได้มากมาย ก็มีอีกหลายคนที่มาที่นี่เพราะความสวยงามของภูมิประเทศ ที่เต็มไปด้วยต้นสน

    คุณสามารถมากางเต็นท์และนอนใต้ต้นสนที่สูงลิบลิ่วได้สบาย ๆ หรือถ้าหากคุณไม่อยากนอนในเต็นท์ทางอุทยานก็มีบริการห้องพักให้ แต่มาถึงนี่แล้วอยากให้คุณนอนในเต็นท์มากกว่านะ 

    ผมมาถึงตอนประมาณบ่ายสาม ซึ่งปกติจุดกางเต้นท์ที่วิวดี ๆ จะถูกจองไปตั้งแต่บ่ายโมงแล้ว นักท่องเที่ยวบางส่วนจะมากางเต้นท์จองที่ไว้และไปใช้เวลาใต่บันไดหินลงและขึ้นจากต้นกระบาก

    แต่ยังโชคดีที่จุดประจำของผมยังไม่มีใครจองไป สำหรับคนที่ชื่นชอบการดูดาวแบบผมแนะนำให้มากางเต้นที่จุดนี้ คือจุดกางเต็นท์ที่ 6 หรือ ลานผิงดาว

    ผู้ที่มากางเต็นท์เกือบทั้งหมดจะพกวัตถุดิบและอุปกรณ์ขึ้นมาทำอาหารบนนี้ด้วย และอาหารที่ทำง่าย ๆ ก็คงไม่พ้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและปิ้งย่าง 

    แต่ก็อย่าด่วนสรุปว่าทุกคนจะทำแค่อาหารง่าย ๆ ทาน ผมหูแว่ว ๆ ว่าเต็นท์ข้าง ๆ เขาทำแกงส้มทานกันด้วยหล่ะ 

    หลังจากทานอาหารจนอิ่มก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนในจุดกางเต็นท์นี้จะมานั่งเงยหน้ามองดาวกัน เพราะที่นี้อยู่สูงและอยู่กลางทิวเขาทำให้ไม่สามารถมองเห็นตัวเมืองได้ชัดนัก นั่นก็หมายความว่าแสงไฟยามค่ำคืนจากเมืองก็ไม่สามารถมารบกวนแสงดาวที่เราถวิลหาได้เช่นกัน

    พอดูดาวกันจนอิ่มเอิ่บ จริง ๆ ก็คงไม่มีอะไรทำมากไปกว่านี้แล้ว คงถึงเวลาที่ต้องมาจัดเตรียมที่นอนในเต็นท์ ท้าลมหนาวในค่ำคืนนี้ 


    สัพพีติโย วิวัชชันตุ

    เสียงที่ปลุกผมในเช้าวันถัดมา 

    ห้ะ บนนี้มีวัดด้วยหรอ?

    ไม่ไกลจากป้ายทางเข้าอุทยานแห่งชาติ มีถนนที่เข้าไปในหมู่บ้านบนดอย 

    ผมลืมบอกไปว่าบริเวณนี้เขาเรียกกันว่า “ดอยมูเซอ” มีชาวพื้นเมืองคือ ชาวมูเซอ 

    แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่า ลาหู่ มีความหมายว่าชนเผ่าที่ได้กินเนื้อเสือปิ้ง (โคตรเท่)

    ชาวมูเซอส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศาสนาพุทธเข้าไม่ถึงที่นี่ ในหมู่บ้านนี้จึงมีทั้งสำนักสงฆ์และคริสตจักร 

    จึงมีพระสงฆ์มาบิณฑบาตชาวพุทธถึงในอุทยาน

    ถือว่าเป็นเสียงปลุกที่แปลกดีสำหรับการนอนเต็นท์… 

    ถึงพระอาทิตย์จะโผล่หน้ายิ้มแย้มออกมาจากร่องเขาสันปันน้ำแล้ว อากาศก็ยังไม่ร้อนสักเท่าไหร่ เป็นเพราะได้ร่มเงาของป่าสนบังไว้บ้าง

    ผมพก ผงกาแฟ และ moka pot มาด้วยจากบ้าน เพราะลองคิดดูแล้ว อากาศเย็น ๆ ก็คงเหมาะกับกาแฟอุ่น ๆ ไม่น้อย

    ทุกเต็นท์ที่กางนอนรับแสงดาวและน้ำค้างข้างกันเมื่อคืนเริ่มทยอยเก็บเต็นท์ 

    เพราะยิ่งเก็บเต็นท์ช้าเท่าไหร่ แดดก็ยิ่งทะลุใบสนบาง ๆ ลงมาได้เยอะเท่านั้น

    นักท่องเที่ยวที่มาจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่ จะขับรถย้อนกลับไปทางอำเภอแม่สอดเล็กน้อย เพื่อไปเที่ยวตลาดดอยมูเซอ ที่นี่มีผัก ผลไม้ กาแฟ หรือแม้กระทั่งต้นไม้ป่าที่แปลกตา 

    (ซึ่งบางต้นติด พรบ. ต้องพยายามสังเกตด้วยตัวเองนะ) และก็มีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่เลยลงมาเที่ยวอำเภอเมืองตาก 

    สำหรับหลายคนมองว่าอำเภอเมืองตากไม่ค่อยมีแหล่งท่องเที่ยว แต่ผมกลับมองว่าวิถีชีวิตของคนอำเภอเมืองตากมีเสน่ห์แตกต่างจากที่อื่นอยู่มาก ทั้งการใช้ภาษาและวัฒนธรรมที่คุณคาดไม่ถึง

    ผมอยากให้คุณลองมาเที่ยวด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะหลงรักชีวิตที่เงียบสงบที่นี่ 🙂

  • จากมอสโกสู่ทุ่งรังสิต โชคชะตานำพาสู่ความหลงใหลในภาษาและวรรณคดีไทย

    จากมอสโกสู่ทุ่งรังสิต โชคชะตานำพาสู่ความหลงใหลในภาษาและวรรณคดีไทย

    คนรัสเซียในไทย” ได้ยินคำนี้ทีไรก็นึกถึงแต่คนรัสเซียที่เข้ามาท่องเที่ยวตามชายหาดดัง ๆ ไม่ก็นักท่องเที่ยวที่หาวิธีย้ายถิ่นฐานมาอยู่ไทยทั้งถูกและผิดกฎหมาย เพราะค่าเงินที่แตกต่างทำให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่สบายกว่าแผ่นดินบ้านเกิดและความอบอุ่นของอากาศที่พวกเขาชื่นชอบ นอกเหนือจากนี้ยังมีคนรัสเซียอีกหลายคนที่มาที่นี่เพราะหลบหนีสงคราม

    แต่ เวร่า แสงเนตรสว่าง หรือ Vera Saengnateswang อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษารัสเซียที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วัย 32 ปี เป็นคนรัสเซียคนแรก ๆ ที่เรารู้จักและมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เพราะอยากทำงานในไทยจริง ๆ 

    เธอเกิดในเกาะที่มีทรัพยากรน้ำมันดิบเยอะที่สุดในรัสเซีย ณ ตอนนั้นมีบริษัทสัญชาติอเมริกันมากมายที่พร้อมจะจ้างเธอด้วยความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษได้ดีตั้งแต่ยังเด็ก โอกาสในการทำงานในบริษัทข้ามชาติชื่อดังมีมากมายแต่เธอกลับเลือกเรียนภาษาไทย ย้ายมาอยู่ไทย และเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เราจะคุยกัน เธอได้เซ็นสัญญาเพื่อเป็นอาจารย์อยู่ที่นี่ต่ออีก 2 ปี

    เราใช้เวลานั่งคุยกันเกือบ 2 ชั่วโมงในห้องพักอาจารย์ที่คณะศิลป์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเคยให้สัมภาษณ์เรื่องชีวิตของเธอ

    วันนี้เราอยากพาคุณมารู้จักกับคนรัสเซียในแง่มุมอื่นที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวบ้าง

    รู้จักประเทศไทยได้อย่างไร 

    รู้จักประเทศไทยตอนที่กำลังสมัครเรียนมหาลัยค่ะ (หัวเราะ) 

    ที่รัสเซียหลังจากเรียนจบมัธยมปลายจะมีการสอบเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นอาจารย์อยากเรียนเกี่ยวกับภาษาตะวันออก มีคนแนะนำให้ไปสมัครที่ Far Eastern Federal University ที่ วลาดีวอสตอค 

    ตอนนั้นเข้าไปในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย มีภาษาให้เลือกเยอะมากค่ะ ตัดภาษาที่ไม่ได้สนใจออกแล้วเหลือ 2 ตัวเลือกคือภาษาเวียดนามกับภาษาไทย อาจารย์จึงเอาไปถามพ่อว่าเลือกเรียนภาษาอะไรดี พ่อของอาจารย์เกิดในสมัยโซเวียตค่ะเลยรู้จักประเทศเวียดนามเป็นอย่างดี ตอนนั้นพ่อให้เลือกภาษาเวียดนามค่ะ

    อ้าว แล้วอะไรทำให้ตัดสินใจเรียนภาษาไทย

    ไม่แน่ใจนะคะจะตอบยังไงดี อาจารย์เข้าไปดูในเว็บไซต์ใช่ไหมคะ ไม่รู้ทำไมในความรู้สึกตอนนั้นตัวเลือกวิชาภาษาไทยมัน วิบวับ ๆ ขึ้นมา อาจจะเป็นโชคชะตานำพามั้งคะ (หัวเราะ) 

    อีกอย่างคือดูดวงมา อาจารย์เกิดเดือนกุมภาพันธ์ เขาว่าจะเข้ากับอากาศร้อนได้ดีค่ะ แต่ก็จริง ๆ นะ มาอยู่ที่นี่ไม่คัดจมูกอีกเลย

    แต่เรียนต่อถึงปริญญาเอกเลยนะ

    ตอนเรียนปริญญาตรีควบโทอยู่ ได้มีโอกาสเรียนวิชาวรรณคดีไทยค่ะ อาจารย์ได้อ่านวรรณคดีที่ชื่อว่า โคลงกำสรวลศรีปราชญ์ แล้วอาจารย์ก็คิดว่า โอ้โห … นี่โรแมนติกมากเลย เป็นจุดเริ่มต้นให้อาจารย์ตกหลุมรักวรรณคดีไทย เลยบอกเพื่อนว่าจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ห้ามใครแย่ง (หัวเราะ)

    หลังจากเรียนปริญญาตรีควบโทจบก็มีความคิดว่าอยากเรียนปริญญาเอกด้านวรรณคดีไทยต่อ จึงพยายามหาที่เรียนต่อ แต่ว่ามหาวิทยาลัยที่มีที่ปรึกษาเกี่ยวกับวรรณคดีไทยหายากมากค่ะ โทรหามหาวิทยาลัยเยอะมาก หลายมหาวิทยาลัยบอกว่าเนื่องจากอาจารย์เรียนดีเขายินดีจะรับเข้าเรียนแต่ต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาเอง โทรจนเริ่มคิดว่าครั้งนี้จะเป็นสายสุดท้ายแล้ว ถ้ายังไม่ได้ จะกลับไปทำงานเป็นล่ามที่บ้านเกิดแล้วค่ะ

    สุดท้ายโชคชะตาพาอาจารย์ไปไหน

    คำนวณเวลาที่ต้องโทรหามหาวิทยาลัยเพราะตอนนั้นยังอยู่ที่วลาดีวอสตอค ซึ่งเวลาห่างจากมอสโคว 8 ชั่วโมงอาจารย์โทรไปที่สถาบันตะวันออกแห่งมอสโคว เขารับโทรศัพท์และเราคุยกันแค่ 10 นาที พวกเขาบอกว่าได้สิ มาสมัครได้เลย เราจะให้ทุนเต็มจำนวนคุณด้วย เราคุยกันแค่ 10 นาทีเขาก็มอบทุนเต็มจำนวนให้ ตอนนั้นรู้สึกอัศจรรย์มากค่ะ ดีใจมาก ๆ ที่จะได้ที่เรียนสักทีค่ะ

    อะไรที่ทำให้ตัดสินใจย้ายมาทำงานในไทย

    สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจย้ายมาทำงานในไทยคือโอกาสได้ประสบการณ์การสอนในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างใหม่ค่ะ นอกจากนี้ อาจารย์ยังสนใจที่จะสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนและร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานจากประเทศไทย

    นี่คือช่วงใหม่ในเส้นทางอาชีพของอาจารย์ อาจารย์มีความฝันมานานที่จะสอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย โดยเฉพาะการสอนภาษาให้กับนักเรียนไทย ไม่ใช่แค่ในรัสเซียระหว่างที่นักเรียนมาแลกเปลี่ยนในระยะสั้น แต่ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและในระยะยาว 

    นอกจากนี้ ความปรารถนาในการทำงานที่ไทยยังมาจากการที่อาจารย์มีการศึกษาในด้านการสอนภาษาไทยและวรรณกรรมไทย อาจารย์ต้องการนำความสนใจทั้งสองนี้ (ภาษารัสเซียและภาษาไทย) มาบรรจบกันในประเทศไทย เนื่องจากอาจารย์มีประสบการณ์ในการทำเช่นนี้ที่รัสเซียแล้ว 

    การใช้ชีวิตในประเทศไทยยังเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาทักษะทางภาษาและเข้าใจวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

    ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีคนรัสเซียจำนวนมากเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มมากขึ้นเยอะ

    คุณก็คงจะทราบถึงสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนนะคะ ในช่วงปีแรกที่มีสงครามรัฐบาลรัสเซียยังไม่ประกาศว่าจะมีการเกณฑ์ทหาร แต่ภายหลังมีการประกาศว่าจะมีการเกณฑ์คนเพื่อไปช่วยในสงครามช่วงนั้นมีคนรัสเซียจำนวนมากที่พยายามออกนอกประเทศ

    โดยวิธีการคือเขาจะเดินทางไปประเทศที่มีดินแดนติดกับประเทศรัสเซียหรือที่คนรัสเซียสามารถเดินทางไปได้ง่าย และเดินทางต่อไปยังประเทศที่ 3 ค่ะ เช่นมาประเทศไทยหรือตุรกี ก่อนหน้านี้คนรัสเซียอยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วันค่ะแต่ปัจจุบันอยู่ได้ถึง 60 วันและเขาจะใช้ช่วงเวลานี้เพื่อหาทางอยู่ในประเทศไทยต่อค่ะ

    เคยรู้สึกหรือได้รับทัศนคติที่ไม่ดีจากคนไทยหลังจากทราบว่าเป็นคนรัสเซียไหม

    ไม่แน่ใจว่านี่คือโชคดีหรือโชคร้าย แต่ไม่ค่อยได้พบคนไทยที่มีทัศนคติในแง่ลบต่อชาวรัสเซียเลย บางครั้งเมื่อคนไทยรู้ว่าอาจารย์เป็นคนรัสเซีย พวกเขามักนึกถึงมาเฟียรัสเซีย, FSB, สายลับ และอื่น ๆ และบอกว่าอาจารย์ไม่เหมือนชาวรัสเซียทั่วไป 

    ความคิดเห็นนี้เกิดจากพฤติกรรมและความสนใจของอาจารย์ในประเทศไทย ไม่ได้เกิดจากรูปลักษณ์ ซึ่งไม่เหมือนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียส่วนใหญ่ นอกจากนี้ คนไทยที่มีทัศนคติไม่ดีต่อชาวรัสเซียจะรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่ามีชาวรัสเซียที่มีการศึกษา เคารพวัฒนธรรมของประเทศไทยที่พวกเขาทำงานและอาศัยอยู่ และมีทักษะด้านภาษาที่ดี 

    อาชีพของอาจารย์คือการสอนซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงเพราะเป็นงานที่มีเกียรติและสำคัญ และคุณสมบัติของอาจารย์ก็เหมาะสมกับอาชีพนี้ นี่คือสิ่งที่อาจารย์พูดถึงตามที่ได้สนทนากับคนไทยคนหนึ่ง

    สุดท้ายสิ่งที่เราคิดว่าผู้อ่านอยากทราบหลังจากอ่านบทความนี้คือ อะไรในประเทศไทยที่ทำให้รู้สึกผูกพันและอยากใช้ชีวิตที่นี่

    อาจารย์ชอบภาษาไทย ความหลากหลายของวัฒนธรรมไทย และความอบอุ่นของคนไทย อาหารไทยก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้อาจารย์รู้สึกผูกพัน นอกจากนี้ บรรยากาศที่เป็นมิตรและการต้อนรับอย่างอบอุ่นทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน อาจารย์ยังชื่นชอบธรรมชาติที่สวยงามและสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งทำให้การใช้ชีวิตที่นี่มีสีสันและน่าสนใจมากขึ้น 

    แม้ว่าชีวิตในประเทศไทยสำหรับชาวต่างชาติอาจมีความท้าทาย แต่ความรู้สึกนี้กลับกลายเป็นเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับความรักภายในที่มอบแรงบันดาลใจและพลังในการก้าวไปข้างหน้า ขณะนี้ ในวัยนี้ อาจารย์รู้สึกเช่นนี้จริง ๆ อนาคตจะเป็นอย่างไร — ต้องรอดูกันต่อไป หากคุณมาสัมภาษณ์อาจารย์อีกในห้าปีข้างหน้า เราจะได้เห็นว่าความรู้สึกของอาจารย์เปลี่ยนไปอย่างไร (หัวเราะ)

  • เข้าสันหนังสือ

    เข้าสันหนังสือ

    ผมเอาหนังสือเรียนที่ต้องใช้เปิดไป-เปิดมาทุกวันไปเข้าสันห่วงเพื่อความสะดวกสบายในการพลิกอ่านที่ร้านโดมทอง ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมทักทายคุณน้าเจ้าของร้านและยื่นหนังสือเล่มหนาปึกให้ น้าขมวดคิ้วบอกว่าวันนี้อาจจะยังไม่ได้นะเพราะใบมีดตัดสันมันไม่คมแต่น้าจะลองให้ก่อน

    ร้านโดมทองเป็นร้านถ่ายเอกสารที่นักศึกษาหลายคนที่เดินผ่านไปผ่านมาที่อาคารเรียน SC จะพอเห็นผ่าน ๆ กันบ้าง ที่นี่มีบริการเกี่ยวกับกระดาษทุกรูปแบบ ทั้งถ่ายเอกสารหรือเข้าสันห่วง แน่นอนว่าการเป็นเจ้าของร้านถ่ายเอกสารในมหาวิทยาลัยที่ถูกตีตราว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้นก็คงพอจะทราบถึงประเด็นในการเมืองไทยที่มีการใช้อาณาบริเวณของอาคารเรียนเคลื่อนไหวบ้าง

    ระหว่างรอ ผมถาม “พรพนา สุทธิเตชากิจ” เจ้าของร้านถ่ายเอกสารวัย 46 ปี ที่ผ่านการเมืองมาหลายยุคหลายสมัยว่าทำงานอยู่ที่นี่ได้ติดตามการเมืองบ้างหรือไม่  “ไม่เลย ไม่เลยอ่ะ น้าว่ามันน่าเบื่อนะ” พรพนาตอบ “น้าว่ามันเหมือนเดิม เหมือนเดิมมานานแล้วตั้งแต่รุ่นพ่อ โกงกินแบบเดิม ๆ” คำตอบของพรพนายิ่งทำให้ผมสงสัยว่าอะไรที่ทำให้เธอคิดเช่นนี้

    พรพนาเล่าว่าในตลอด 46 ปีที่ผ่านมารู้สึกท้อแท้เบื่อหน่ายกับการเมืองไทยมาโดยตลอดโดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ “ต้องบอกว่าเขามาเป็นกันทั้งพรรค คอรัปชันเยอะ เมื่อก่อนมันไม่ได้มีสื่อโซเชียลเหมือนในสมัยนี้ แล้วยิ่งมาเจอครม.ชุดใหม่ ชุดญาติพี่น้องนี่นะ จบ” ผมถามซ้ำว่าหมายความว่าไม่ได้เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ แต่หมายถึงพรรคนี้ใช่ไหม “รัฐบาลที่เป็นพรรคเพื่อไทยนะ สำหรับน้า น้าว่าไม่เวิร์ค แต่ถามว่ารัฐบาลพรรคที่แล้วกู้มาแต่เราเห็น เราเห็นอะไรหลายๆอย่าง เราขับรถ เราเห็นถนน เราเห็นพื้นที่”

    รัฐบาลชุดที่แล้วคือรัฐบาลชุดเดียวกับคณะที่ยึดอำนาจรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนะ “ตอนแรกเราเข้าใจนะว่าเขามาจากรัฐบาลที่มาจากการที่รัฐประหาร แต่ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่ารัฐประหารเพราะอะไร เขาเผาบ้านเผาเมืองกันหมดแล้ว ตั้งแต่น้าอยู่มาเกือบ 50 ปี รัฐประหารรุ่นนี้ปิดประตูตีแมวละมุนละม่อมมาก” แปลว่าไม่เหมือนกับรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมาหรือ “ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเหมือนสมัย พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่เอารถถังมา รุ่นนี้มันปฏิวัติละมุนละม่อม แต่ก็อย่างว่าแหละ เรียกร้องประชาธิปไตยโดยการเอาประชาธิปไตยมาอ้างเพื่อประชาชนแต่เรากลับไปดูว่าอะไรที่กลับคืนประชาชนบ้าง แต่น้าเห็น บ้านป้าน้าอยู่ริมคลองเปรมประชากร เป็นสลัม ใช้คำว่าสลัม ตั้งแต่น้าเด็ก ๆ  40  ปี เพิ่งจะเห็นว่ามีการพัฒนาก็ตอนรัฐบาลชุดที่แล้ว”

    ผมถามว่าอะไรที่ทำให้พรพนารู้สึกท้อที่สุดเกี่ยวกับพรรคที่เป็นรัฐบาลอยู่ตอนนี้ “ท้อตรงที่ว่าคนบางคนไม่รู้เหลี่ยม เขาเอาเศษเงินมาล่อเรา เหมือนกองทุนหมู่บ้าน (นโยบายพรรคเพื่อไทยในพ.ศ. 2544 ภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร) เขาสอนให้เราเป็นหนี้แต่เขาไม่ได้สอนให้เราหาเงินด้วยตัวเอง ถามว่าเงินหนึ่งหมื่นบาทเนี่ย ได้มาอยู่ได้ยาวไหม ก็ได้แค่ไม่กี่เดือน สมัยกองทุนหมู่บ้านนะชาวบ้านดีใจได้เงิน รู้ไหมเขาเอาไปทำอะไรกัน ซื้อมอเตอร์ไซค์ ดาวน์มือถือ เอาไปกินเหล้าแต่ทุกคนยังมีหนี้ต้องจ่ายทุกปี”

    อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคเพื่อไทยได้คะแนนมากกว่าพรรคที่เป็นรัฐบาลชุดที่แล้วนะ “ทุกคนเลือกเพราะทุกคนเห็นว่ามันจะดีเหมือนที่เขาเป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้มองว่าที่ผ่านมานอกจากครั้งแรกก็ไม่มีครั้งไหนมีผลงานดีเลย” “น้าก็ยังเคยวิเคราะห์กันเลยว่าไม่เกิน 10 ปีค่าแรง 300 เขาย้ายฐานหนีกันหมด เพราะด้วยข้างนอกเขา 100 กว่า อันนี้ 300 ถ้าน้าเป็นนายจ้าง น้าเป็นเจ้าของกิจการมันสะเทือน คุณไม่ได้จ่าย แต่เราจ่าย แล้วยิ่งถ่ายเอกสารนี่ จบ”

    ผมถามพรพนาเป็นคำถามสุดท้ายก่อนต้องผิดหวังเพราะว่าใบมีดตัดสันหนังสือไม่คมพอ ว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคตไหม “มันเป็นอะไรที่ทุกคนอยากเห็นอยู่แล้ว น้าเห็นบางคนเห็นผลงานรัฐบาลที่แล้วแต่ไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับในสิ่งที่คนทำดีเพื่อเราแต่มองไม่เห็น แต่กลับไปเชื่อสื่อโซเชียล สื่อที่เข้าถึงง่าย และก็ให้เห็นเฉพาะด้านเดียว แต่คุณไม่มองกลับมาว่าเขาทำอะไรเพื่อเราบ้าง น้ามองแค่นี้”

    สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองของพรพนาที่บอกว่าเธอเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร) แม้รัฐบาลนั้นจะมีที่มาจากการทำรัฐประหาร แต่เธอก็ยังมองเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปอาจไม่ได้มองการเมืองจากมิติเดียว แต่มองจากผลงานที่เป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน